แชมป์มวยโลก ชาวไทย ก้องธวัช ส.กิตติ ( 4 )


เกียรติประวัติ
แชมป์โลกรุ่นเฟเธอร์เวท WBF (2541 – 2542)
ชิง, 30 ม.ค. 2541 ชนะน็อค ยก 1 ริค ซิโอโดร่า ( ฟิลิปปินส์) ที่ เมโทรมะนิลา
เสียแชมป์, 7 มิ.ย. 2542 แพ้คะแนน นาเดล ฮุสเซน ( ออสเตรเลีย) ที่ สตาร์ซิตี้คาซิโน ซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์
เคยชิงแชมป์ต่อไปนี้แต่ไม่สำเร็จ
ชิงแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวท WBF, 12 มี.ค. 2543 แพ้คะแนน โฮเซลิโต ริเวร่า (ฟิลิปปินส์) ที่ ปาซิก เมโทรมะนิลา
ชิงแชมป์ PABAรุ่นเฟเธอร์เวท, 11 ม.ค. 2545 แพ้น็อค ยก 8 คริส จอห์น ( อินโดนีเซีย) ที่ บันดุง
ชิงแชมป์ WBO เอเชีย รุ่นไลท์เวท, 18 เม.ย. 2547 แพ้น็อค ยก 10 ไมเคิล คัตซิดิส (ออสเตรเลีย) ที่ คาร์ทีดอลเซ็นเตอร์ โทวุมบา รัฐควีนส์แลนด์

แชมป์มวยโลก ชาวไทย ก้องธวัช ส.กิตติ ( 3)


ธวัชมาเป็นข่าวดังอีกครั้งเมื่อไปชกกบโมฮัมเหม็ด ฟาริดซี่ ที่อินโดนีเซีย การชกในวันนั้นปรากฏว่า ก้องธวัชชกฟาริดซี่ไปให้กรรมการนับแปดก่อนในยกที่ 2 ฟาริดซี่มีเลือดไหลทั้งปากและจมูกแต่ก็ฝืนลุกขึ้นมาและกรรมการพยายามช่วยโดยนับช้ากว่าปกติ เมื่อชกกันต่อ ฟาริดซี่ถูกชกลงไปนับแปดอีก 3 ครั้งภายใน 3 ยก แต่กรรมการไม่จับแพ้ คงปล่อยให้ชกต่อไป จนยกที่ 6 ฟาริดซี่ชกก้องธวัชที่เริ่มหมดแรงลงไปให้กรรมการนับแปดบ้าง ทำให้ฟาริดซี่ได้ใจเดินลุยเข้าหา ในขณะที่ก้องธวัชก็เดินลุยเข้าหาเช่นกัน จนยก 8 ฟาริดซี่ถูกต่อยตัดลำตัวจนทรุดลงกับพื้นเวทีและหมดสติไป พี่เลี้ยงจึงพาส่งโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตได้ ฟาริดซี่เสียชีวิตเมื่อ 3 เมษายน 2544

หลังจากลับมาเมืองไทย นริส สิงห์วังชาซื้อตัวก้องธวัชจากส่ง กาญจนชูศักดิ์ มาสร้างสรรค์ แต่ก้องธวัชชกได้ไม่ดีนัก แพ้บ้าง ชนะบ้าง ในที่สุด กลายเป็นนักมวยที่ถูกสั่งให้ไปชกกับมวยสร้างของประเทศต่างๆ มีโอกาสชิงแชมป์ระดับภูมิภาคอีกหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จน พ.ศ. 2555 หลังจากชกแพ้คะแนน โมฮามาเดราซา ฮัมเซ จึงแขวนนวมไป

แชมป์มวยโลกชาวไทย อำนาจ รื่นเริง ( 3 )


มวยสากลสมัครเล่น
อำนาจเริ่มหัดมวยสากลสมัครเล่นภายในเรือนจำเมื่อปี พ.ศ. 2548 ได้เหรียญทองกีฬาราชทัณฑ์ 2 ปีซ้อน แล้วได้เหรียญทองรายการชิงแชมป์ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2547 หลังจากที่คว้าเหรียญทองจากการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทยได้ทั้งที่เจ้าตัวยังต้องโทษอยู่ในเรือนจำ จนกระทั่งได้รับการดึงตัวให้เข้ามาซ้อมร่วมทีมชาติในทันทีที่พ้นโทษ และเส้นทางชีวิตก็พลิกจากมุมมืดสู่ความสดใสทันที เพราะช่วงนั้นเป็นจังหวะที่ สุบรรณ พันโนน นักมวยมือหนึ่งทีมชาติไทยมีปัญหาบาดเจ็บจนต้องถอนตัวจากทีมชาติ จึงทำให้อำนาจได้กลายเป็นนักมวยทีมชาติตัวจริงทันที และยึดตำแหน่งเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

แชมป์มวยโลกชาวไทย อำนาจ รื่นเริง ( 2 )


มวยไทย
อำนาจเริ่มต้นชกมวยไทยตั้งแต่อายุได้เพียง 7 ขวบ ก่อนจะย้ายไปหลายค่ายสุดท้ายซ้อมที่ค่าย ป.บูรพา โดยใช้ชื่อว่า “เพชร ต.บางแสน” หรือ “เพชร ป.บูรพา” โดยประสบความสำเร็จได้แชมป์รุ่นฟลายเวท เวทีลุมพินี จากการเอาชนะ แดนสยาม เกียรติรุ่งโรจน์ และป้องกันตำแหน่งไว้ได้หนึ่งครั้ง ก่อนจะเสียแชมป์ในการป้องกันตำแหน่งครั้งต่อมา ค่าตัวสูงสุดของอำนาจในการชกมวยไทยอยู่ที่ 100,000-120,000 บาท

ต่อมาอำนาจต้องเข้าไปรับโทษในเรือนจำนาน 18 เดือน จากคดีวิ่งราวกระเป๋า ซึ่งทำไปเพราะถูกตัดขาดจากหัวหน้าคณะ ทำให้ไม่สามารถขึ้นชกมวยได้ และเป็นฝ่ายอำนาจเองที่สำนึกผิดเข้าไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แชมป์มวยโลกชาวไทย ยอดสนั่น 3เคแบตเตอรี่ ( 5 )


เมื่อเป็นแชมป์โลกแล้วมีรายการชกน้อยนิดได้แต่อุ่นเครื่องธรรมดา ๆ 3 ไฟต์ จึงมีเรื่องผิดใจกันระหว่างผู้จัดการ เวลานั้น ยอดธง เสนานันท์ มีลูกศิษย์ลูกหาในอเมริกาสามารถหารายการชกให้ได้ จึงเข้าปรึกษากับ นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ ผู้จัดการร่วมอีกคน นำยอดสนั่นไปเซ็นสัญญาให้ อาร์ต เพลูโญ่ แห่ง แบนเนอร์ โปรโมชั่นส์ ของสหรัฐอเมริกาจัดป้องกันแชมป์โลก 4 ครั้ง ลดบทบาทของทรงชัยไปทันที และไปป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 3 ชนะคะแนน สตีฟ ฟอร์บส์ ที่อเมริกามาแล้ว 1 ไฟต์ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี พ.ศ. 2547 ยอดสนั่นกลับไม่มีรายการชกป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 2 ตามสัญญา ไม่มีแม้แต่รายการชกอุ่นเครื่อง

แชมป์มวยโลกชาวไทย ยอดสนั่น 3เคแบตเตอรี่ ( 4 )


ยอดสนั่นได้แชมป์ซูเปอร์เฟเธอร์เวต PABA ที่ว่างมาครองได้ด้วยการชนะคะแนนแบบไม่สวยนักเหนือต่อ สุกรีย์ “ซุคห์บาย่าร์” เนเม็คบาย่าร์ นักมวยชาวมองโกเลีย เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2541 จากนั้นป้องกันตำแหน่งเอาไว้ได้ 19 ครั้ง รวมทั้งเสมอกับคู่ปรับเก่าอย่างเนเม็คบาย่าร์ครั้งหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตามในไฟต์ที่ขึ้นชิงแชมป์ซูเปอร์เฟเธอร์เวต WBA ที่ว่างเพราะ อเซลิญโญ่ ไฟรตัส ถูกเลื่อนชั้นเป็นซูเปอร์แชมป์กับนักชกมองโกเลียอดีตแชมป์คนก่อนอย่าง ลัควา ซิม ยอดสนั่นต้องใช้ฝีมือดักทำคะแนนได้งามจะแจ้งจนครบ 12 ยก และได้ครองแชมป์ไปได้อย่างสวยงาม เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2545 ยอดสนั่นป้องกันกันตำแหน่งเอาไว้ได้ 2 ครั้ง ก่อนจะกลายเป็นแชมป์โลกรุ่นนี้แต่เพียงผู้เดียวภายหลังไฟรตัสเลื่อนรุ่นไปแล้ว

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป บัลลงดอร์ ( 53 )


เบ็คเคินเบาเออร์เป็นนักฟุตบอลที่เล่นได้หลายตำแหน่ง โดยเริ่มจากการเป็นกองกลาง แต่เลื่องชื่อด้านการเป็นกองหลัง เขายังมักได้รับยกย่องว่าเป็นผู้คิดตำแหน่งสวีปเปอร์ หรือ ลีเบโร สมัยใหม่[3]
เขาได้รับเลือกเป็นผู้เล่นยุโรปแห่งปี 2 ครั้ง เขาลงแข่งให้กับฟุตบอลทีมชาติเยอรมนีตะวันตก 103 นัด ในฟุตบอลโลก 3 ครั้ง เขายังเป็นผู้เล่นคนเดียวที่เป็นกัปตันทีมและผู้จัดการทีมให้กับประเทศที่ชนะฟุตบอลโลก เขาได้ถ้วยฟุตบอลโลกในฐานะกัปตันทีมในปี 1974 และได้อีกครั้งในฐานะผู้จัดการทีมชาติในฟุตบอลโลก 1990 และกับสโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิก เขาได้ถ้วยยุโรป 3 ครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 1974 ถึง 1976 และคัปวินเนอร์สคัป

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป บัลลงดอร์ ( 52 )


1972 1976 เยอรมนี ฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์ บาเยิร์น
ฟรันทซ์ อันโทน เบ็คเคินเบาเออร์ (เยอรมัน: Franz Anton Beckenbauer) เกิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 1945 ที่มิวนิก เป็นผู้ฝึกสอน ผู้จัดการทีม และอดีตนักฟุตบอลชาวเยอรมัน มีฉายาว่า Der Kaiser (“จักรพรรดิ”) อันเนื่องจากการเล่นที่งดงาม ความเป็นผู้นำ และชื่อของเขา “ฟรันทซ์” (มาจากชื่อจักรพรรดิออสเตรีย) และความโดดเด่นในการเล่นฟุตบอลของเขา เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นนักฟุตบอลเยอรมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องในประวัติศาสตร์ฟุตบอล

แชมป์มวยโลกชาวไทย วีระพล นครหลวงโปรโมชั่น ( 9 )


ท้ายที่สุดในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2551 วีระพลขึ้นชกตัดเชือกเพื่อไปหาผู้ชนะไปชิงแชมป์โลก โดยพบกับ แชมป์อินเตอร์เนชั่นแนล วูซี่ มาลิงก้า ชาวแอฟริกาใต้ที่ จังหวัดนนทบุรี ปรากฏว่า วีระพล สู้สังขารและสภาพร่างกายไม่ไหว เป็นฝ่ายแพ้ทีเคโอในยกที่ 4 เท่านั้น โดยในปลายยกที่ 3 วีระพลถูกหมัดรัวชุดของมาลิงก้า จนลงไปกองนับแปดก่อนระฆังจะช่วยหมดยกพอดี ขึ้นยกที่ 4 วีระพลยังถูกหมัดฮุกรัวเป็นชุดของมาลิงก้า จนกรรมการบนเวทีเห็นว่าวีระพลหมดทางสู้ จึงยุติการชกไปเพียงแค่ยกที่ 4 เท่านั้น

แชมป์มวยโลกชาวไทย วีระพล นครหลวงโปรโมชั่น ( 8 )


หลังจากนั้นวีระพลได้ชกป้องกันตำแหน่งอีกหลายหลายครั้ง ทั้งในและนอกประเทศ นับ 10 กว่าครั้ง เป็นขวัญใจของแฟนมวย ได้รับรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมของชาติ หลายต่อหลายครั้ง แต่ในการป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 15 กับ โฮซูมิ ฮาเซกาวา นักมวยชาวญี่ปุ่น วีระพลกลับเป็นฝ่ายแพ้คะแนนไปอย่างสูสี และเมื่อได้มีการแก้มือกันอีกครั้ง ผลการชกก็ออกมาเป็นว่า วีระพลเป็นฝ่ายแพ้น็อกไปในยกที่ 9 อีก แต่ วีระพลและกลุ่มผู้สนับสนุนก็ยังไม่ละความพยายาม ยังคงสนับสนุนวีระพลต่อไป โดยหวังว่าจะกลับมาเป็นแชมป์อีกครั้ง ในสมัยที่ 3