ฟุตบอลไทยแลนด์ลีก ( 34 )


เครือข่ายถ่ายทอดโทรทัศน์
ครั้งที่ 1-6 : ช่อง 7 สี
ครั้งที่ 7-12 : ทรูวิชันส์ / ไทยทีวีสีช่อง 3
ครั้งที่ 13-14 : ดีทีวี / สยามกีฬาทีวี / เอ็นบีที / ทีสปอร์ต (มูลค่าลิขสิทธิ์ ปีละ 40 ล้านบาท)
ครั้งที่ 15-17 : ทรูวิชันส์ (ทรูสปอร์ต) / สยามสปอร์ตแชนเนล (สยามกีฬาทีวี) / สทท. (มูลค่าลิขสิทธิ์ ปีละ 200 ล้านบาท)
ครั้งที่ 18-20 : ทรูวิชันส์ (ทรูสปอร์ต) / ทรูโฟร์ยู ช่องโทรทัศน์ระบบดิจิทัลของทรูวิชันส์ (มูลค่าลิขสิทธิ์ ปีละ 600 ล้านบาท) ในครั้งที่ 19 ฤดูกาล 2558 มีการแบ่งขายสิทธิการถ่ายทอดสดให้แก่ ททบ.5 และช่อง 9 เอ็มคอตเอชดี เป็นบางส่วน
ครั้งที่ 21-24 : ทรูโฟร์ยู / ทรูวิชันส์ (ทรูสปอร์ต / ทรูสปาร์กจัมพ์) (มูลค่าลิขสิทธิ์ ปีละ 1,050 ล้านบาท)

ฟุตบอลไทยแลนด์ลีก ( 36 )


โดยทาง การกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นผู้สนับสนุนเงินรางวัล สำหรับสโมสรฟุตบอลซึ่งได้คะแนนรวมในอันดับต่างๆ เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล

นอกจากนี้ ยังมีเงินบำรุงสโมสรที่เข้าร่วมแข่งขัน สโมสรละ 1,000,000 บาท โล่พร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท สำหรับผู้จัดการทีม/หัวหน้าผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม และผู้ทำประตูสูงสุด, โล่พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท สำหรับสโมสรที่มีมารยาทยอดเยี่ยม, นักฟุตบอลเยาวชนผู้มีผลงานโดดเด่น และผู้เล่นยอดเยี่ยมตำแหน่งต่างๆ คือผู้รักษาประตู, กองหลัง, กองกลาง และกองหน้า

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ นอตทิงแฮมฟอเรสต์ ( 7 )


นอตทิงแฮมฟอเรสต์ได้ใช้เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์นับตั้งแต่การก่อตั้งสโมสรเมื่อปี ค.ศ. 1865 ในการประชุมที่ Clinton Arms ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งสโมสรฟุตบอลแห่งนี้ คณะกรรมการในที่ประชุมได้ผ่านมติให้ใช้สีแดงที่เรียกว่าสี ‘Garibaldi Red’ เป็นสีประจำทีม[4] เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ จูเซปเป การิบัลดี ผู้รักชาติชาวอิตาลีซึ่งเป็นผู้นำของพรรค Camicie rosse (พรรคเสื้อสีแดง) ซึ่งเป็นพรรคที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวให้เกิดการรวมชาติอิตาลี ในเวลานั้นสโมสรยังได้ทำเครื่องหมายสำหรับระบุทีมของตนเพิ่มด้วยการทำเครื่องประดับศีรษะและหมวกแก๊ปสีแดงมีพู่ห้อยอีก 12 ใบ ทำให้ทีมนี้เป็นที่แรกที่ใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่นั้นมาสีแดงก็ได้เป็นสีสำคัญที่ได้รับการยอมรับจากสโมสรฟุตบอลจำนวนมาก และทีมฟอเรสต์เองก็เป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเลือกสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของอาร์เซนอล จากการบริจาคคิลต์ (กระโปรงสำหรับผู้ชายชาวสก็อต) สีแดงแบบครบชุดให้แก่อาร์เซนอลเนื่องในวาระการก่อตั้งสโมสรดังกล่าวในปี ค.ศ. 1886

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ นอตทิงแฮมฟอเรสต์ ( 4 )


ฟอเรสต์เป็นทีมเล็ก ๆ ใน ลีกมาตรฐานของอังกฤษ จนกระทั่งกลางปี 1970 เมื่อ ไบรอัน คลัฟ และผู้ช่วยของเขา ปีเตอร์ เทเลอร์ เข้ามาคุมทีม คลัพว์เป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ของฟอเรสต์ พวกเขาได้แชมป์ลีกกับทีม คาร์บี้เคาว์ตี้ ในปี 1972 ที่ลนามของ ฟอเรสต์ ในวันที่ 6 มกราคม ปี 1975 หลังจากแพ้ 0-2 ในบ้านของพวกเขาต่อ น็อต เคาน์ตี ในวัน บ็อกซิง เดย์ (ฟอเรสต์ ไม่มีบอดร์ตัดสินใจ) จึงไล่ผู้จัดการทีมคนเก่าออก อลัน บราวน์ และเมื่อคลัวพ์ได้มาคุมเป็นนัดแรก มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เอฟเอคัฟรอบสามนัดรีเพลยกับ ทอตแนมฮอตสเปอร์ ชนะไป1-0 ประตูชัยจากกองหน้าชาวสก็อต เนล มาร์ติน (ในการเล่นกับฟอเรสต์ มาร์ตินเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงได้ 100 ประตู ในลีกทั้งอังกฤษและสกอตแลนด์)

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ( 8 )


1970—1990
หลังจากประสบความสำเร็จในฟุตบอลสโมสรยุโรป ฮาร์วีย์ก็ได้ดึงตัวผู้เล่นเกมรุกชื่อดังมากมายเข้ามาร่วมทีม นับตั้งแต่ จิมมี สมิธ, โทนี กรีน และเทอร์รี ฮิบบิทท์ ไปจนถึงยอดศูนย์หน้าอย่าง มัลคอล์ม แมคโดแนลด์ เจ้าของฉายา ‘ซูเปอร์แมค’ ผู้เป็นหนึ่งในตำนานของสโมสร แมคโดแนลด์พานิวคาสเซิลเข้าชิงชนะเลิศถ้วยเอฟเอคัพและลีกคัพกับลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ซิตีในปี ค.ศ. 1974 และ ค.ศ. 1976 ตามลำดับ แต่พลพรรคแม็กพายส์กลับล้มเหลวในรอบชิงทั้งสองครั้ง

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980s นิวคาสเซิลอยู่ในช่วงตกต่ำ โดยได้ตกชั้นลงไปเล่นอยู่ในดิวิชัน 2 อยู่เป็นเวลาหลายปี ก่อนที่ผู้จัดการทีมอาร์เธอร์ ค็อกซ์จะสร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยมีเควิน คีแกน อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษเป็นแกนหลัก จนกระทั่งได้เลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุด

หลังจากนั้น นิวคาสเซิลเล่นอยู่ในดิวิชัน 1 จนกระทั่งพวกเขาตกชั้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1989

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ( 24 )


โดยฟัน คาล ได้กล่าวว่าขอเวลาให้ตนเอง 4 เดือนเพื่อที่จะปรับทีมให้ลงตัวตามแผนการเล่น ทั้งที่ก่อนเปิดฤดูกาลผลงานของฟัน คาล พาทีมชนะรวดทั้งหมด 6 นัดในการแข่งขันนัดอุ่นเครื่อง
หลังสิ้นสุดฤดูกาล 2015–16 ซึ่งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จบลงด้วยอันดับที่ 5 และถึงแม้ว่าจะได้แชมป์เอฟเอคัพเป็นสมัยที่ 12 นับว่าสูงสุดที่สุดเทียบเท่ากับอาร์เซนอล และถือว่าเป็นแชมป์แรกของสโมสรตั้งแต่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือลงไปเมื่อ 3 ปีก่อนก็ตาม แต่หลังจากนั้นไม่นาน ทางสโมสรก็แถลงปลดฟัน คาล ออกจากตำแหน่ง หลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และมีข่าวว่าจะปลดออกหลายต่อหลายครั้ง พร้อมกับต้องจ่ายค่าชดเชยค่าสัญญาเป็นจำนวน 5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 250 ล้านบาท)

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ลิเวอร์พูล ( 14 )


ในฤดูกาล 2013-14 ลิเวอร์พูลมีโอกาสสูงที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยในช่วงท้ายฤดูกาลสามารถทำสถิติชนะรวดติดต่อกันมากถึง 11 นัด และลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าของทีมก็เป็นผู้เล่นที่ยิงประตูได้สูงสุงของลีก ทำให้เป็นทีมมีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งของตารางคะแนน แต่ทว่าในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ลิเวอร์พูลไปแพ้ต่อ เชลซี และเสมอต่อ คริสตัลพาเลซ ทำให้แมนเชสเตอร์ซิตี ซึ่งเป็นทีมที่มีคะแนนเป็นอันดับสอง แต่แข่งน้อยกว่าหนึ่งนัด สามารถแซงหน้าและได้แชมป์ไปในที่สุด ด้วยคะแนน 86 คะแนน ขณะที่ลิเวอร์พูลทำได้ 84 คะแนน จบฤดูกาลลงด้วยอันดับที่สอง

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ลิเวอร์พูล ( 13 )


ผลการแข่งขันที่ย่ำแย่ในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ฮอดจ์สันลาออกจากตำแหน่ง โดยมี เคนนี ดัลกลิช กลับมาคุมทีมอีกครั้ง[โดยในฤดูกาล 2011-12 สามารถคว้าแชมป์ในรายการ คาร์ลิงคัพ ได้สำเร็จเป็นสมัยที่แปดจากการยิงจุดโทษตัดสินชนะ คาร์ดิฟฟ์ซีตี ผลประตูรวม 3-2 ในฤดูกาล 2011-12 ลิเวอร์พูลจบที่อันดับที่ 8 ซึ่งเป็นการจบอันดับที่แย่ที่สุดในรอบ 18 ปี ทางสโมสรก็ได้ปลดดัลกลิชออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ทางสโมสรได้ประกาศแต่งตั้ง เบรนดัน ร็อดเจอส์ อดีตผู้จัดการทีมสวอนซีซิตี เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ อาร์เซนอล ( 5 )


อย่างไรก็ตาม ในทางภูมิศาสตร์นั้นจะเห็นว่าสโมสรแห่งนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวเกินไป ส่งผลกระทบให้จำนวนผู้ชมมีน้อยกว่าสโมสรอื่นจนกระทั่งทีมต้องประสบกับปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนนำไปสู่การยุบทีมในปี 1910 เมื่อเฮนรี นอร์ริสได้เข้ามาเทคโอเวอร์ นอร์ริสพยายามมองหาแนวทางที่จะย้ายที่ตั้งของสโมสรไปอยู่ที่อื่นจนกระทั่งในปี 1913 หลังจากที่ตกชั้นดิวิชั่น 1 มาอยู่ดิวิชั่น 2 เหมือนเดิมนั้น อาร์เซนอลก็ได้ย้ายไปอยู่ที่อาร์เซนอลสเตเดียมในย่านไฮบิวรี่ บริเวณลอนดอนเหนือ ในปีต่อมา สโมสรได้ตัดสินใจตัดคำว่า “วูลิช” ออกจากชื่อสโมสรจนเหลือเพียง อาร์เซนอล เท่าที่เห็นในปัจจุบัน[8] หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ลีกดิวิชั่น 1 ก็เพิ่มจำนวนทีมเป็น 22 ทีม อาร์เซนอลได้อันดับ 5 ของดิวิชั่น 2 ในปี 1919 แต่ถึงกระนั้นก็ได้รับเลือกให้กลับขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 อีกครั้งหนึ่ง และอาร์เซนอลก็ไม่เคยถูกลดชั้นหรือตกชั้นเลยนับตั้งแต่นั้นมา

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ อาร์เซนอล ( 4 )


ประวัติของสโมสร
ช่วงยุคแรก
สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอลเริ่มต้นขึ้น เมื่อกลุ่มคนงานของโรงงานผลิตอาวุธรอยัลอาร์เซนอลในแขวงวูลิช กรุงลอนดอน ก่อตั้งทีมฟุตบอลของตนเองขึ้นมาเมื่อปลายปี ค.ศ. 1886 ในชื่อ ไดอัล สแควร์ การแข่งขันแรกของทีมคือเกมที่สามารถเก็บชัยชนะเหนือทีมอีสเทิร์น วันเดอเรอร์ส 6-0 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1886 หลังจากนั้นไม่นานก็เปลี่ยนชื่อเป็น รอยัลอาร์เซนอล และยังคงแข่งขันในเกมอุ่นเครื่องและรายการท้องถิ่นต่อไป จากนั้นได้ก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพแล้วหันมาใช้ชื่อ วูลิชอาร์เซนอลในปี 1891 สโมสรแห่งนี้ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกเป็นครั้งแรกในปี 1893 ในดิวิชั่น 2 จากนั้นในปี 1904 ก็ได้ก้าวขึ้นมาอยู่ดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรก